Fat Grafting คืออะไร

Fat Grafting หรือ Fat Transfer หรือ Fat Filler เป็นความพยายามที่จะนำเอาไขมันในส่วนที่ไม่ต้องการเช่นหน้าท้อง หรือต้นขา มาใช้ยังบริเวณที่ต้องการเช่น บริเวณใบหน้า หรือเสริมหน้าอก เพื่อที่จะให้บริเวณที่มีไขมันสะสมน้อยลงอาจเนื่องด้วยตามวัยเช่น เวลาอายุมากขึ้นความแข็งแรงระหว่างผังผืดกับชั้นไขมันที่ยึดใบหน้านั้นลดลงร่วมกับไขมันในบางบริเวณลดลงทำให้เกิด ริ้วรอย เกิดร่องแก้ม ร่องน้ำตาเกิดขึ้นบางคนแก้มตอบจากการที่ไขมันบริเวณแก้มลดลง หรือ บางครั้งบางคนหน้าอกเล็กเนื่องจากกรรมพันธุ์ หรือโรคบางชนิด ซึ่งการเพิ่มไขมันในบริเวณที่ต้องการนั้นจำเป็นที่ต้องใช้หลักการความรู้ด้าน tissue engineering และความเข้าใจเกี่ยวกับ cell ไขมันมาประกอบเนื่องจากไขมันนั้นบอบบางการคงอยู่ของไขมันที่ได้จากการดูดไขมันแล้วย้ายไปวางยังบริเวณที่ต้องการนั้นขึ้นอยู่กับ technique ของแพทย์ค่อนข้างมาก โดยเริ่มดั้งแต่ขั้นเลือกตำแหน่งที่จะดูดไขมัน การเลือกเครื่องมือที่จะใช้ดูดไขมัน การเตรียมไขมันก่อนที่จะย้ายไขมันไปยังตำแหน่งทีต้องการ รวมถึงทักษะในการวางไขมันไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งทำให้ผลของการทำ Fat Grafting ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยแต่ขณะนี้ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้เราสามารถเพื่มขีดความสามารถในการคงอยู่ของไขมันได้สูงขึ้นจึงเริ่มมีการนำเข้ามาใช้ในวงการศัลยกรรมความงามกันมากขึ้น จึงขอแนะนำว่าก่อนการตัดสินใจทำควรทราบถึงรายละเอียดการทำ ผลที่จะตามมาในช่วง 1-2 อาทิตย์แรก และผลในระยะยาว ร่วมกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนการตัดสินใจครับ

PCAL technique การดูดไขมันส่วนเกินจากร่างกายมาเตรียมสกัด cell ตัวอ่อน ให้ได้ cell ตัวอ่อนไขมันบริสุทธิ์

บทความอื่นๆ : Fat grafting : The new regenerative filler, Full Face Make Over

การดูดไขมันด้วยวิธี ultrasound-assisted liposuction system

ultrasound-assisted liposuction system  คือ การดูดไขมันด้วยวิธีใช้การสั่นสะเทือนเพื่อให้ cell ไขมันแตกตัวโดยที่่ลดปัญหาการเสียเลือดจากการดูดไขมัน ด้วยวิธีปกติ โดยวิธีการนี้เรื่มเป็นที่นิยมในประเทศไทยมากขึ้น มียี่ห้อทางการค้าว่า VASER ( Vibration Amplification of Sound Energy at Resonance ) โดยเป็นเทคโนโลยี Ultrasound ที่เลือกทำลาย เป้าหมาย คือไขมันอย่างจำเพาะเจาะจง ( LipoSelection ) โดย ไม่ทำอันตราย ต่อเนื้อเยื่อ ข้างเคียง เช่น เส้นประสาท เส้นเลือด และ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอื่นๆ  นอกจากนั้น VASER ยังช่วยให้ผิวกระชับ และฟื้นตัวเร็ว ทำให้ได้ผลการสลายไขมันที่ดีที่สุด ขณะที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่อง ผิวขรุขระ หรือเป็นโพรงเหมือนการดูดไขมันในอดีต มีรอยช้ำน้อย ฟื้นตัวเร็ว บริเวณที่สามารถใช้  LipoSelection ได้แก่ แขน , สะโพก , หน้าอก , ทรวงอก , เข่า , ข้อเท้า , เอว , ท้อง , ใต้คาง , หลัง , ก้น , คอ , ต้นขา ultrasound-assisted liposuction system เป็นพลังงาน คลื่นเสียง อัลตร้าโซนิก ซึ่งมีการทำงาน แบบนุ่มนวล ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์เป็นเวลาหลายปีในหลายสาขา และล่าสุด คือการนำมาใช้สำหรับกำจัดไขมัน ซึ่งสามารถใช้พลังงานเลือกสลาย เฉพาะส่วน ที่ เป็นไขมัน ส่วนเกินได้ โดยที่ เนื้อเยื่อรอบๆ อย่าง เส้นประสาท เส้นเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ไม่ได้ถูก ทำ ให้เสียหายไปด้วย อีกทั้งจุดเด่นของผลลัพธ์หลังทำของผิว ซึ่งยังมีความเรียบกระชับ เกิดความบอบช้ำน้อย คนไข้ฟื้นตัวเร็วเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะได้รับจากการทำ ultrasound-assisted liposuction system ทำงานอย่างไร ? การทำงานของ ultrasound-assisted liposuction system มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ 1. แพทย์จะเติม สารละลายTumescence  เข้าบริเวณที่ต้องการกำจัดไขมัน เพื่อช่วยให้เกิดอาการชา และ ทำให้หลอดเลือด บริเวณนั้นหดตัว ซึ่งช่วยให้การสูญเสียเลือด น้อยที่สุด และลดการเกิดรอยช้ำ 2. ใช้พลังงาน  ปล่อยคลื่นเสียง (ซึ่งเป็นพลัง งาน คลื่นเสียง ที่มีความถี่เดียวกับ เครื่องรักษา ต้อกระจกดวงตา ) เข้าไปยัง บริเวณ เนื้อเยื่อ เพื่อสลายไขมัน 3. ไขมันที่ถูกสลายเป็นของเหลวทั้งหมด จะถูกดูดออกอย่างนุ่มนวลโดยเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ultrasound-assisted liposuction system ยังช่วยให้ผิวกระชับและฟื้นตัวเร็ว ทำให้ได้ผลการสลายไขมันที่ดีที่สุด ขณะที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำการดูดไขมัน • พบศัลยแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพ ลักษณะผิวหนังและไขมันสะสม • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยา เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, หอบหืด • งดยาที่ทำให้เลือดหยุดช้า เช่น ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ แอสไพริน วิตามิน E  และวิตามิน C  fish oil • อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อนมาพบแพทย์ • งดอาหารอย่างน้อย 6 ชม. • ควรหลีกเลี่ยงการทำช่วงที่มีประจำเดือน • ถ้าความดันสูงควรควบคุมความดัน ให้อยู่ต่ำกว่า 140/90 mm Hg (มิลลิเมตร ปรอท) • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ควรดูดไขมันปริมาณมากๆ เสียเลือดมาก ทำให้มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตได้ • เตรียมตัวหยุดงานประมาณ 2 วัน • ในกรณีที่ดูดไขมันออก (1-2 จุด) อาจทำได้โดยการฉีดยาชา สามารถกลับบ้านได้ แต่ถ้าต้องการดูดไขมันมาก อาจต้องทำที่โรงพยาบาล หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นที่ ร.พ. 1 วัน (กรุณาสอบถามราละเอียดกับทางคลินิก โดยตรง) • งดสูบบุหรี่ ประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ ก่อนผ่าตัด ขั้นตอนการดูแลหลังทำ แพทย์จะให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในรายละเอียดภายหลังจากการทำจะมีอาการบวม ประมาณ 2 – 4 อาทิตย์ และหลังจากบริเวณที่ดูดไขมันหายบวมแล้ว อาการบวมจะเลื่อนลงไปที่อวัยวะล่าง ต้องพันผ้ากระชับบริเวณที่ดูดไขมันไว้ตลอด 2 – 6 อาทิตย์โดยพันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลา1 อาทิตย์และพัึนต่อเฉพาะตอนกลางวันอีก 4-5 อาทิตย์ จะถอดออกต่อเมื่ออาบน้ำ กลับไปทำงานได้ภายใน 5 – 7 วัน ขับรถได้ทันทีที่หยุดทานยาแก้ปวดแล้ว ออกกำลังกายได้ภายใน 2 – 4 อาทิตย์ จะเข้าที่ภายใน 4 – 8 อาทิตย์ ตอนการรักษาใช้เวลานานแค่ไหน? ขั้นตอนการรักษาจะใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับขนาดบริเวณที่ทำการรักษาและปริมาณไขมันส่วนเกิน โดยทั่วไปแล้วใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหน? ระยะเวลาการพักฟื้นจนกระทั่งปกติของคนไข้จะแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ต้องการกำจัด และจำนวนบริเวณที่ดูดไขมันมีกี่จุด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำปรึกษาได้ ถ้าหากว่าผู้รับการรักษาต้องกลับไปทำงานในวันวันรุ่งขึ้นหลังการรักษาก็ สามารถไปทำงานได้ แต่หลังการรักษาผู้รับการรักษาจำเป็นต้องสวมหรือพันผ้ายืดเพื่อพยุงรัด บริเวณที่ทำการรักษาไว้ประมาณ 1-4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นตามความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษา การปฏิบัติตน หลังการทำ ultrasound-assisted liposuction system • ต้องพันผ้าหรือผ้ายืดแบบรัดพิเศษเฉพาะส่วน  ( Compression garment )  ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรกหลังทำและให้ใส่ต่อประมาณ  4-5 อาทิตย์เฉพาะตอนกลางวัน • ช่วง 1-3 วันแรก แผลผ่าตัดจะมีน้ำเกลือซึมออกมามาก  ควรทำการเปลี่ยนผ้าก๊อตปิดแผลอย่างน้อย 1 ครั้ง • ในช่วงสัปดาห์ที่ 2- 3 อาจใส่ผ้ายืดแบบรัดพิเศษ ( Compression garment ) เฉพาะเวลากลางวันโดยสามารถถอดออกได้เวลานอน • อาการ บวม รอยเขียวช้ำ อาการเจ็บ ชา หรือรู้สึกแสบร้อนอาจเกิดขึ้นได้  แต่เป็นเพียงชั่วคราวในช่วงแรกหลังการผ่าตัดเท่านั้น  ซึ้งหลังจาก 1 ถึง 6 เดือนไปแล้ว     อาการบวม เขียว ช้ำ ทั้งหมดจะหายไป หรือเร็วช้าขึ้นกับปริมาณไขมันและบริเวณของร่างกายที่ทำการดูดไขมัน • การทำงานหรือการออกกำลังกายอย่างหนัก ควรทำหลังผาตัดแล้วอย่างน้อย 2 ถึง 4 สัปดาห์ นานแค่ไหนจึงจะเห็นผล? ผู้รับการรักษาหลายรายจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังการ รักษาในเรื่องของการ กำจัดไขมันส่วนเกิน ส่วนการกระชับผิวนั้นจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลังการรักษาประมาณ 6 เดือน หลังการดูดไขมันแล้วผลจะถาวรได้  จะต้องมีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายต่ออย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ สามารถทำการรักษาซ้ำในบริเวณเดิมที่เคยทำการรักษาได้หรือไม่? คุณสามารถทำการรักษาซ้ำได้ในบริเวณเดิมถ้าต้องการหรือจำเป็น ข้อสังเกตในการทำ ultrasound-assisted liposuction system • ถ้าเป็นบริเวณ ซึ่งการดูดไขมัน ทำได้ยาก หรือ มีการดูดไขมัน พร้อมกันหลายๆจุด อาจใช้ยา สลบ กับคนไข้ได้ • การสะสมของไขมันในแต่ละส่วนของร่างกายจะไม่เหมือนกัน เช่นบริเวณหลังจะมีไขมันน้อย เส้นเลือดมาก ดังนั้นบางบริเวณจึงทำยากกว่าและต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ • การทำ  ultrasound-assisted liposuction system ต้องอาศัย ความชำนาญ ของแพทย ์ที่ฝึกฝน เฉพาะทาง ด้วย เช่น ขั้นตอนการใส่น้ำเกลือ ผสมยาก่อนดูดไขมัน , ระหว่างการทำ  ultrasound-assisted liposuction system ที่ใช้พลังงาน จากการสั่นของ คลื่นเสียงซึ่งทำให้เกิดความร้อนขึ้น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ , การใช้ยาสลบรวมไปถึง สถานที่ ที่เหมาะสม บวกกับบุคลากรร่วมที่เชี่ยวชาญ และการดูแลที่ดีหลังการทำอีกด้วย

Fat grafting : The new regenerative filler

       “ ความนิยมในการทำเทคนิคการเติมเต็มด้วยด้วยเนื้อเยื่อไขมันผสมเซลล์ได้รับ ความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั้งในอเมริกา ยุโรป เกาหลีใต้และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในญี่ปุ่นได้รับความนิยมจนเป็นกระแสหลัก เนื่องจากคนญี่ปุ่นระมัดระวังในเรื่องใช้สิ่งแปลกปลอมใส่ร่างกายและต้องการ การเติมเต็มร่างกายที่แลดูเป็นธรรมชาติในทุกสัดส่วน สิ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมของเทคนิคไขมันเติมเต็มแบบใหม่นี้คือ เนื้อเยื่อไขมันจะรอดชีวิตสูงพร้อมทั้งมีสเต็มเซลล์ที่มีชีวิตติดมาด้วย เซลล์จะทำงานผ่านกลไกซับซ้อนทางชีววิทยาช่วยเพิ่มคุณภาพผิวและฟื้นคืนความมี ชีวิตของผิวพรรณได้ชัดเจนโดยมีผลยั่งยืนเพราะเซลล์จะยังคงอยู่ในบริเวณนั้น ตลอดไป ซึ่งฟิลเลอร์สังเคราะห์และเครื่องสำอางต่างๆล้วนไม่มีคุณสมบัตินี้ ดังนั้นการเติมเต็มด้วยไขมันจึงมีข้อดีทั้งในแง่การเติมเต็มรูปทรงหรือการ เติมความชีวิตให้แก่ผิวพรรณอย่างเป็นธรรมชาติ คาดว่าเทคโนโลยีกลุ่มนี้( Regenerative Medicine)จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลกและจะพัฒนาใหม่ๆอย่างรวดเร็ว” หลังจากที่กระแสการฉีดฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิกแอซิด หรือ HA เพื่อเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึก เพื่อแก้ไขความร่วงโรยบนใบหน้า ฮิตติดตลาดไปทั่วบ้านทั่วเมือง จากผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ ผลข้างเคียงน้อย  หลังฉีดออกงานได้ทันที รวมถึงไม่มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด ทำให้หลายคนเลือกที่จะใช้วิธีการนี้ในการคืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้า แต่อย่างที่ทราบกันอยู่ ว่าการฉีดฟิลเลอร์ HA ผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ได้ในระยะสั้น คือประมาณ 6 – 8 เดือนขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ และการฉีดฟิลเลอร์ HAเหมาะสำหรับการเติมเต็มเฉพาะที่ เพราะมีราคาค่อนข้างสูง  ทำให้การเติมเต็มในบางบริเวณที่ต้องใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณมากๆ เช่น คนที่มีปัญหาหน้าผอม แก้มตอบ ขมับแคบ หน้าผากบุ๋ม หรือในคนสูงวัยที่เกิดการสูญเสียไขมันบนใบหน้าในปริมาณมากๆ เนื้อเยื่อต่างๆ แฟบลง จนรูปทรงต่างๆ บนใบหน้าผิดสัดส่วน เห็นโครงสร้างของกระดูกหน้ามากขึ้น อาจต้องมองหาทางเลือก ซึ่งวิธีการหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่ดี นั่นก็คือการเติมเต็มด้วยไขมัน (Fat Grafting) ​ การฉีดเติมเต็มด้วยไขมัน หรือ Fat Grafting เป็นวิธีการที่ศัลยแพทย์ทำกันมานานแล้ว โดยการดูดไขมันในส่วนของร่างกายที่มีไขมันมากและต้องการกำจัดออก เช่นจากบริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก แล้วจึงนำมาฉีดกลับเข้าไปใหม่ยังส่วนบริเวณที่ต้องการเติมเต็ม เช่นในส่วนต่างๆ บนใบหน้า  เติมเต็มหน้าอกให้อวบอิ่ม เป็นต้น ซึ่งมีข้อดีคือไขมันที่ได้เป็นของตัวคนไข้เองจึงไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ในการทำแต่ละครั้งสามารถฉีดไขมันได้ในปริมาณมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นธรรมชาติ แต่ข้อเสียของการทำ Fat Grafting ในอดีตคือไขมันที่ฉีดเข้าไปจะมีส่วนที่ตายเป็นจำนวนมาก ทำให้การกำหนดปริมาณและขนาดทำได้ยาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีเท่าที่ควร ​ด้วยวิวัฒนาการทางด้านศัลยกรรมความงามที่ไม่หยุดนิ่ง  ทำให้การทำ Fat Grafting  ได้ถูกพัฒนาเทคนิคและวิธีการ จนสามารถทำลายข้อจำกัดและข้อเสียของวิธีการแบบเดิมๆ ลงไปได้ นั่นก็คือกระบวนการในการเตรียมเซลล์ไขมันที่ดูดออกมา ให้มีสมรรถภาพและมีความพร้อมที่จะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวขึ้น ทำให้หลังฉีดไปแล้วไขมันมีการตายน้อยลง แพทย์จึงสามารถประเมินเมินผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างชัดเจน ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรนั้น ฉบับนี้เราได้รับเกียรติจากอาจารย์แพทย์ถึง 3 ท่าน นั่นก็คือ ผศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ, นพ.กฤษฎา โกวิทวิบูล และ นพ.ปิยพล พัฒนครู ทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้าจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ที่จะมาเปิดเผยถึงเทคโนโลยีใหม่ ที่จะทำให้การฉีดเติมเต็มไขมัน มหัศจรรย์ยิ่งขึ้น ​ หลักการของ Fat Grafting : The New Regenerativetive filler พุงหาย อกมา หน้าเด้ง ​เป็นการย้ายตำแหน่งไขมันจากบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา มาเติมเต็มในส่วนที่บกพร่องเช่นบริเวณใบหน้า   เช่น ร่องแก้ม รอยใต้ตา บริเวณรอบดวงตา เบ้าตาที่ลึกโบ๋ เนื่องจากไขมันบางส่วนที่หายไป ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบดวงตาลดลงเนื่องจากพังผืดที่ยึดบริเวณรอบดวงตามีการหย่อน ทำให้เกิดร่องลึกลงไปเรื่อยๆ เหล่านี้เป็นต้น ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ปัญหาของการทำ Fat Grafting ในอดีตคือ การที่ดูดไขมันออกมาแล้วฉีดกลับเข้าไปเลย บางครั้งฉีดไปแล้วหายหมด หรือถ้าไขมันเป็นเม็ดใหญ่หลังทำไปแล้วอาจเห็นเป็นก้อนขึ้นมาเป็นจุดๆ  ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีการพัฒนากรรมวิธีที่จะมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว นั่นก็คือการนำไขมันมาผ่านกระบวนการปั่นแยก เพื่อแยกส่วนผสมของไขมันที่ดูดออกมาออกจากกัน โดยผ่านกระบวนการทางเครื่องมือ (Lipo-aspiration process) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำให้ได้ไขมันที่มีชีวิตและคุณภาพสูง จากนั้นอาจจะแบ่งไขมันส่วนหนึ่งไปแยกสกัดเอาเซลล์เปลือกไขมันซึ่งมีสเต็มเซลล์ไขมันปนอยู่เพื่อนำไปผสมกับเนื้อเยื่อไขมันที่เตรียมไว้แล้วจึงนำไปฉีดเติมยังบริเวณที่ต้องการ เป็นการทำให้ไขมันรอดชีวิตมากขึ้นหลังจากฉีด เรียกเทคนิคใหม่นี้ว่า CAL ( cell-assisted  lipotransfer) โดยเทคนิคนี้ใช้เซลล์เปลือกไขมันในจำนวนน้อยเพื่อไปช่วยส่งเสริมการมีชีวิตรอดของเนื้อเยื่อไขมันที่ปลูกถ่าย (หากเราใช้เซลล์เปลือกหรือสเต็มเซลล์ผสมกับเนื้อเยื่อไขมันในปริมาณสูงมากเพียงพอก็จะอาจเป็นเทคนิคการทำวิศวกรรมเนื้อเยื่อไขมันที่มีความซับซ้อนสูงกว่าโดยเทคนิคนี้จะทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อไขมันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด) ​ด้วยเทคนิคใหม่นี้ จากการเตรียมความพร้อมของไขมันที่ดีขึ้น รวมถึงองค์ประกอบทางเทคนิคด้านอื่นๆ เช่น การใช้หัวดูดที่ทันสมัยมากขึ้น ใช้ความดันในการดูดน้อยลง  หลังดูดใช้การปั่นแยกเซลล์ไขมันแทนการบีบ และการกรองแบบเก่า ทำให้โอกาสที่ไขมันจะถูกกระทบกระเทือนน้อยลง รวมถึงเทคนิคการฉีดที่จะทำเป็นจุด และกราฟเล็กๆ ไม่ใส่ไขมันเข้าไปเป็นกระจุกใหญ่  สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ไขมันคงอยู่ได้มาก ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น นำมาแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

  • เติมเต็มบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายให้อวบอิ่ม เช่นบริเวณขมับ ร่องแก้ม ใต้ตา รอบดวงตา มุมคาง หน้าผาก เต้านม ฯลฯ
  • ฟื้นฟูสภาพผิวพรรณที่เสื่อมลง
  • เติมเต็มบริเวณหลังมือ ​
  • เติมเต็มร่องรอยความไม่เรียบหลังการดูดไขมัน ฯลฯ ​

ข้อดีของวิธีการนี้ ​

  • ไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย
  • ไขมันที่ฉีดเข้าไปและเหลืออยู่หลังจากผ่านไป 6 เดือนจะอยู่ได้ถาวร
  • ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติ
  • สามารถเติมเต็มไขมันได้ในปริมาณมากในการทำแต่ละครั้ง (อาจทำสองถึงสามครั้ง) ​
  • ไขมันเป็นฟิลเลอร์ที่มีชีวิตสามารถฟื้นฟูสภาพความมีชีวิตชีวาของผิวหน้าได้เพราะไขมันมีสเต็มเซลล์ไขมันปนอยู่

ข้อเสีย

  • ไม่สามารถทำในคนที่ผอมมากๆ ​
  • แม้ว่าผลการเติมเต็มไขมันจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมีการสลายตัวบางส่วน ปริมาณการสลายตัวของไขมันนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับธรรมชาติแต่ละคน และในแต่ละตำแหน่งของร่างกายที่ตอบสนองแตกต่างกัน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา

  1. คนไข้อาจต้องพักฟื้นในช่วง 1- 3 สัปดาห์หลังทำ
  2. งดวิตามิน อาหารเสริม ยาบำรุง และยาต้านเกร็ดเลือดทุกชนิด ไม่ต่ำกว่า 1สัปดาห์

กระบวนการขั้นตอนในการผ่าตัด

  1. ก่อนอื่นต้องเลือกตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมัน เช่นหากต้องการนำไปเสริมหน้าอก หรือเติมเต็มบริเวณใบหน้า ในการทำคนไข้จะอยู่ในท่านอนหงาย  มักจะเลือดดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง  ต้นขาด้านในหรือด้านนอก คือเลือกบริเวณที่สามารถนำไขมันออกมาได้สะดวกที่สุด
  2. ฉีดยาชาไปยังบริเวณที่จะทำการดูดไขมัน
  3. ใช้เข็มดูดไขมันออกมา การใช้เข็มแทนการใช้เครื่องดูด จะดีในแง่ของการควบคุมความดัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไขมันที่สลายและตายจำนวนมาก
  4. หลังจากได้ไขมันครบตามที่ต้องการแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมไขมัน ด้วยกระบวนการ lipo- aspiration process ด้วยเครื่องปั่นทางการแพทย์ เพื่อแยกเนื้อเยื่อไขมันที่มีชีวิต ด้วยเครื่องปั่นทางการแพทย์ เพื่อแยกชั้นไขมัน เพื่อแยกให้ส่วนที่มีความเข้มข้นน้อยที่สุดอยู่ด้านบน รองลงมาคือเข้มข้นปานกลาง และเข้มข้นมากที่สุดอยู่ด้านล่าง การแยกชั้นทำเพื่อเลือกไขมันที่มีโอกาสมีชีวิตรอดมากที่สุดมาใช้  ตัดปริมาณสารที่ตายแล้วออก ซึ่งสิ่งที่ตายแล้วจะอยู่ด้านบนซึ่งมักจะเป็นพวกน้ำมัน เซลล์ไขมันต่างๆ ที่แตกตัว ซึ่งจะถูกคัดทิ้งไป
  5. นำไขมันที่ได้ไปสกัดเซลล์ไขมันเพื่อให้ได้เซลล์ไขมันที่ต้องการ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Cal (Cell-Assisted Lipotransfer) ซึ่งวิธีนี้ก็จะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ ไขมันที่จะมีชีวิตอยู่ มีปริมาตรแน่นอน สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าต้องใส่ไขมันปริมาณเท่าใด
  6. นำไขมันที่ได้มาผสมกับเซลล์แล้วนำไปฉีดในบริเวณที่ต้องการด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Structural Fat Graft เป็นการปลูกถ่ายไขมันเพื่อฟื้นคืนรูปทรงตามธรรมชาติแบบสามมิติของแต่ละส่วนย่อยๆของร่างกาย
  7. เข็มที่ใช้ในการฉีดแพทย์จะใช้ Blunt Cannular ซึ่งมีลักษณะเป็นเข็มปลายทู่ เพื่อลดการกระทบกระเทือนแก่อวัยวะข้างเคียงขณะฉีด  เพราะสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือเส้นประสาท เส้นเลือด กล้ามเนื้อ และต่อมน้ำลายข้างแก้ม หากได้รับการกระทบเทือนอาจเกิดปัญหาตามมาได้ ในการฉีดแพทย์จะแทงเข็มเข้าไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ลักษณะการแทงเข็มจะขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์แต่ละคน ซึ่งการทำให้ได้เรียบเนียนและการทำให้เซลล์ไขมันที่ใส่เข้าไปสูญเสียน้อยที่สุดอาจต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำค่อนข้างมากเนื่องจากต้องเข้าใจและรู้จักเซลล์ไขมันเป็นอย่างดีเพราะว่าเซลล์ไขมันค่อนข้างบอบบางและตายได้ง่ายมาก

การดูแลตัวเองหลังเข้ารับการรักษา หลังเข้ารับการรักษาควรมีการประคบเย็น 48-72 ชั่วโมง เพื่อลดอาการบวมและอาการเขียวช้ำ ช่วงแรกอาจจะยังคลำเจอไขมัน และไม่ค่อยเรียบเนียนนัก คนไข้ยังไม่ต้องกังวล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น โดย 1- 3 สัปดาห์หลังทำ เพราะจะมีการบวม มีรอยเขียวช้ำ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก และจะเริ่มดีขึ้นในอาทิตย์ที่ 3-4 ซึ่งใบหน้าจะดูเข้ารูปมากขึ้น เห็นความอ่อนเยาว์ชัดเจนขึ้น ปัญหาที่อาจพบได้ และข้อพึงระวัง ​ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำ Fat Grafting  ถ้าเทียบกับการศัลยกรรมทั่วไป (Open Surgery) ถือว่าน้อยมาก อาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือในแง่ของเทคนิคในการทำ และในแง่ของความสวยงาม ในแง่ของเทคนิคในการทำ  อาจมีความเสี่ยงที่จะกระทบกระเทือนอวัยวะด้านในบริเวณใกล้เคียงได้ ความเสี่ยงที่จะมีเลือดคั่ง มีเลือดออกจากการกระทบกระเทือนเส้นเลือด เส้นประสาท ทำให้เกิดอาการบวมช้ำจนส่งผลให้เกิดการชาที่ใบหน้า  หรือหน้าเบี้ยว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงชั่วคราว และพบได้น้อยมาก หรือหากมีผลกระทบกับอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อ ก็อาจทำให้การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมีการติดขัดเล็กน้อยซึ่งจะหายได้เอง  แต่ที่แพทย์ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษคือการฉีดบริเวณรอบดวงตา และบริเวณจมูก  ซึ่งจะมีเส้นเลือดที่มีปลายแขนงที่ไปเลี้ยงในส่วนของจอรับภาพ และระบบสมอง ซึ่งถ้าฉีดเข้าไปอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นและอาจเกิดอัมพาตได้ดังนั้นการใช้ Blunt Canula หรือเข็มปลายทู่ จึงเป็นการป้องกันได้ดีทางหนึ่ง รวมถึงการใช้ไซริงค์ที่เล็ก ฉีดแต่ละครั้งในปริมาณน้อยๆ ก็เป็นการลดโอกาสที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน ​ส่วนในแง่ของความสวยงามนั้น ปัญหาที่อาจพบได้เช่นเกิดความไม่พอดีของปริมาณไขมันที่ฉีดเช่นฉีดมากไป น้อยไป  หรือเกิดความไม่เรียบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับทักษะและความชำนาญของแพทย์   การแก้ไขในกรณีที่ฉีดไปแล้วเกิดความไม่เรียบเกิดขึ้น   ​ต้องดูก่อนว่าเป็นระยะไหน ถ้าเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ อาจจะเกิดจากการบวมก็เป็นได้  หรืออาจจะเกิดจากการที่มีเลือดคั่งอยู่  อาจแก้ไขได้ด้วยการนวด  การฉีดยาลดบวม  การฉีดยาลดพังผืดด้านล่าง ก็สามารถทำได้  แต่ถ้าเกิดความไม่เรียบในกรณีที่มีปริมาณไขมันมากเกินไปจริงๆ อาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไข เอาไขมันส่วนที่เกินนั้นออกมา หากเป็นในช่วง 1-3 เดือนถือว่ายังเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหานี้พบน้อยมาก หากทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ​ในกรณีที่ต้องมีการทำซ้ำ เช่นคนที่ฉีดหน้าอกไปแล้วต้องการเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนเพื่อให้แผลหายและไขมันที่ฉีดเข้าไปมีความคงตัวก่อน   ส่วนการฉีดเติมเต็มบนใบหน้าคนไข้ส่วนใหญ่จะไม่มีการมาเติมซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญหา ในรายที่ไม่พอใจต้องการเพิ่มเติมในบางจุดก็สามารถมาฉีดเติมเพิ่มได้เช่นเดียวกัน  ปกติเซลล์ไขมันที่ฉีดเข้าไปจะอยู่ได้ประมาณ 8.5 ปี หลังจากนั้นเซลล์จะค่อยๆ ลดลง สูญสลายไปตามวัย   ​   บทความอื่นๆ : Fat Grafting คืออะไร, Full Face Make Over