Fat Grafting คืออะไร

Fat Grafting หรือ Fat Transfer หรือ Fat Filler เป็นความพยายามที่จะนำเอาไขมันในส่วนที่ไม่ต้องการเช่นหน้าท้อง หรือต้นขา มาใช้ยังบริเวณที่ต้องการเช่น บริเวณใบหน้า หรือเสริมหน้าอก เพื่อที่จะให้บริเวณที่มีไขมันสะสมน้อยลงอาจเนื่องด้วยตามวัยเช่น เวลาอายุมากขึ้นความแข็งแรงระหว่างผังผืดกับชั้นไขมันที่ยึดใบหน้านั้นลดลงร่วมกับไขมันในบางบริเวณลดลงทำให้เกิด ริ้วรอย เกิดร่องแก้ม ร่องน้ำตาเกิดขึ้นบางคนแก้มตอบจากการที่ไขมันบริเวณแก้มลดลง หรือ บางครั้งบางคนหน้าอกเล็กเนื่องจากกรรมพันธุ์ หรือโรคบางชนิด ซึ่งการเพิ่มไขมันในบริเวณที่ต้องการนั้นจำเป็นที่ต้องใช้หลักการความรู้ด้าน tissue engineering และความเข้าใจเกี่ยวกับ cell ไขมันมาประกอบเนื่องจากไขมันนั้นบอบบางการคงอยู่ของไขมันที่ได้จากการดูดไขมันแล้วย้ายไปวางยังบริเวณที่ต้องการนั้นขึ้นอยู่กับ technique ของแพทย์ค่อนข้างมาก โดยเริ่มดั้งแต่ขั้นเลือกตำแหน่งที่จะดูดไขมัน การเลือกเครื่องมือที่จะใช้ดูดไขมัน การเตรียมไขมันก่อนที่จะย้ายไขมันไปยังตำแหน่งทีต้องการ รวมถึงทักษะในการวางไขมันไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งทำให้ผลของการทำ Fat Grafting ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยแต่ขณะนี้ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้เราสามารถเพื่มขีดความสามารถในการคงอยู่ของไขมันได้สูงขึ้นจึงเริ่มมีการนำเข้ามาใช้ในวงการศัลยกรรมความงามกันมากขึ้น จึงขอแนะนำว่าก่อนการตัดสินใจทำควรทราบถึงรายละเอียดการทำ ผลที่จะตามมาในช่วง 1-2 อาทิตย์แรก และผลในระยะยาว ร่วมกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนการตัดสินใจครับ

PCAL technique การดูดไขมันส่วนเกินจากร่างกายมาเตรียมสกัด cell ตัวอ่อน ให้ได้ cell ตัวอ่อนไขมันบริสุทธิ์

บทความอื่นๆ : Fat grafting : The new regenerative filler, Full Face Make Over

การดูดไขมันด้วยวิธี ultrasound-assisted liposuction system

ultrasound-assisted liposuction system  คือ การดูดไขมันด้วยวิธีใช้การสั่นสะเทือนเพื่อให้ cell ไขมันแตกตัวโดยที่่ลดปัญหาการเสียเลือดจากการดูดไขมัน ด้วยวิธีปกติ โดยวิธีการนี้เรื่มเป็นที่นิยมในประเทศไทยมากขึ้น มียี่ห้อทางการค้าว่า VASER ( Vibration Amplification of Sound Energy at Resonance ) โดยเป็นเทคโนโลยี Ultrasound ที่เลือกทำลาย เป้าหมาย คือไขมันอย่างจำเพาะเจาะจง ( LipoSelection ) โดย ไม่ทำอันตราย ต่อเนื้อเยื่อ ข้างเคียง เช่น เส้นประสาท เส้นเลือด และ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอื่นๆ  นอกจากนั้น VASER ยังช่วยให้ผิวกระชับ และฟื้นตัวเร็ว ทำให้ได้ผลการสลายไขมันที่ดีที่สุด ขณะที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่อง ผิวขรุขระ หรือเป็นโพรงเหมือนการดูดไขมันในอดีต มีรอยช้ำน้อย ฟื้นตัวเร็ว บริเวณที่สามารถใช้  LipoSelection ได้แก่ แขน , สะโพก , หน้าอก , ทรวงอก , เข่า , ข้อเท้า , เอว , ท้อง , ใต้คาง , หลัง , ก้น , คอ , ต้นขา ultrasound-assisted liposuction system เป็นพลังงาน คลื่นเสียง อัลตร้าโซนิก ซึ่งมีการทำงาน แบบนุ่มนวล ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์เป็นเวลาหลายปีในหลายสาขา และล่าสุด คือการนำมาใช้สำหรับกำจัดไขมัน ซึ่งสามารถใช้พลังงานเลือกสลาย เฉพาะส่วน ที่ เป็นไขมัน ส่วนเกินได้ โดยที่ เนื้อเยื่อรอบๆ อย่าง เส้นประสาท เส้นเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ไม่ได้ถูก ทำ ให้เสียหายไปด้วย อีกทั้งจุดเด่นของผลลัพธ์หลังทำของผิว ซึ่งยังมีความเรียบกระชับ เกิดความบอบช้ำน้อย คนไข้ฟื้นตัวเร็วเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะได้รับจากการทำ ultrasound-assisted liposuction system ทำงานอย่างไร ? การทำงานของ ultrasound-assisted liposuction system มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ 1. แพทย์จะเติม สารละลายTumescence  เข้าบริเวณที่ต้องการกำจัดไขมัน เพื่อช่วยให้เกิดอาการชา และ ทำให้หลอดเลือด บริเวณนั้นหดตัว ซึ่งช่วยให้การสูญเสียเลือด น้อยที่สุด และลดการเกิดรอยช้ำ 2. ใช้พลังงาน  ปล่อยคลื่นเสียง (ซึ่งเป็นพลัง งาน คลื่นเสียง ที่มีความถี่เดียวกับ เครื่องรักษา ต้อกระจกดวงตา ) เข้าไปยัง บริเวณ เนื้อเยื่อ เพื่อสลายไขมัน 3. ไขมันที่ถูกสลายเป็นของเหลวทั้งหมด จะถูกดูดออกอย่างนุ่มนวลโดยเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ultrasound-assisted liposuction system ยังช่วยให้ผิวกระชับและฟื้นตัวเร็ว ทำให้ได้ผลการสลายไขมันที่ดีที่สุด ขณะที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำการดูดไขมัน • พบศัลยแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพ ลักษณะผิวหนังและไขมันสะสม • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยา เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, หอบหืด • งดยาที่ทำให้เลือดหยุดช้า เช่น ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ แอสไพริน วิตามิน E  และวิตามิน C  fish oil • อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อนมาพบแพทย์ • งดอาหารอย่างน้อย 6 ชม. • ควรหลีกเลี่ยงการทำช่วงที่มีประจำเดือน • ถ้าความดันสูงควรควบคุมความดัน ให้อยู่ต่ำกว่า 140/90 mm Hg (มิลลิเมตร ปรอท) • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ควรดูดไขมันปริมาณมากๆ เสียเลือดมาก ทำให้มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตได้ • เตรียมตัวหยุดงานประมาณ 2 วัน • ในกรณีที่ดูดไขมันออก (1-2 จุด) อาจทำได้โดยการฉีดยาชา สามารถกลับบ้านได้ แต่ถ้าต้องการดูดไขมันมาก อาจต้องทำที่โรงพยาบาล หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นที่ ร.พ. 1 วัน (กรุณาสอบถามราละเอียดกับทางคลินิก โดยตรง) • งดสูบบุหรี่ ประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ ก่อนผ่าตัด ขั้นตอนการดูแลหลังทำ แพทย์จะให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในรายละเอียดภายหลังจากการทำจะมีอาการบวม ประมาณ 2 – 4 อาทิตย์ และหลังจากบริเวณที่ดูดไขมันหายบวมแล้ว อาการบวมจะเลื่อนลงไปที่อวัยวะล่าง ต้องพันผ้ากระชับบริเวณที่ดูดไขมันไว้ตลอด 2 – 6 อาทิตย์โดยพันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลา1 อาทิตย์และพัึนต่อเฉพาะตอนกลางวันอีก 4-5 อาทิตย์ จะถอดออกต่อเมื่ออาบน้ำ กลับไปทำงานได้ภายใน 5 – 7 วัน ขับรถได้ทันทีที่หยุดทานยาแก้ปวดแล้ว ออกกำลังกายได้ภายใน 2 – 4 อาทิตย์ จะเข้าที่ภายใน 4 – 8 อาทิตย์ ตอนการรักษาใช้เวลานานแค่ไหน? ขั้นตอนการรักษาจะใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับขนาดบริเวณที่ทำการรักษาและปริมาณไขมันส่วนเกิน โดยทั่วไปแล้วใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหน? ระยะเวลาการพักฟื้นจนกระทั่งปกติของคนไข้จะแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ต้องการกำจัด และจำนวนบริเวณที่ดูดไขมันมีกี่จุด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำปรึกษาได้ ถ้าหากว่าผู้รับการรักษาต้องกลับไปทำงานในวันวันรุ่งขึ้นหลังการรักษาก็ สามารถไปทำงานได้ แต่หลังการรักษาผู้รับการรักษาจำเป็นต้องสวมหรือพันผ้ายืดเพื่อพยุงรัด บริเวณที่ทำการรักษาไว้ประมาณ 1-4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นตามความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษา การปฏิบัติตน หลังการทำ ultrasound-assisted liposuction system • ต้องพันผ้าหรือผ้ายืดแบบรัดพิเศษเฉพาะส่วน  ( Compression garment )  ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรกหลังทำและให้ใส่ต่อประมาณ  4-5 อาทิตย์เฉพาะตอนกลางวัน • ช่วง 1-3 วันแรก แผลผ่าตัดจะมีน้ำเกลือซึมออกมามาก  ควรทำการเปลี่ยนผ้าก๊อตปิดแผลอย่างน้อย 1 ครั้ง • ในช่วงสัปดาห์ที่ 2- 3 อาจใส่ผ้ายืดแบบรัดพิเศษ ( Compression garment ) เฉพาะเวลากลางวันโดยสามารถถอดออกได้เวลานอน • อาการ บวม รอยเขียวช้ำ อาการเจ็บ ชา หรือรู้สึกแสบร้อนอาจเกิดขึ้นได้  แต่เป็นเพียงชั่วคราวในช่วงแรกหลังการผ่าตัดเท่านั้น  ซึ้งหลังจาก 1 ถึง 6 เดือนไปแล้ว     อาการบวม เขียว ช้ำ ทั้งหมดจะหายไป หรือเร็วช้าขึ้นกับปริมาณไขมันและบริเวณของร่างกายที่ทำการดูดไขมัน • การทำงานหรือการออกกำลังกายอย่างหนัก ควรทำหลังผาตัดแล้วอย่างน้อย 2 ถึง 4 สัปดาห์ นานแค่ไหนจึงจะเห็นผล? ผู้รับการรักษาหลายรายจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังการ รักษาในเรื่องของการ กำจัดไขมันส่วนเกิน ส่วนการกระชับผิวนั้นจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลังการรักษาประมาณ 6 เดือน หลังการดูดไขมันแล้วผลจะถาวรได้  จะต้องมีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายต่ออย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ สามารถทำการรักษาซ้ำในบริเวณเดิมที่เคยทำการรักษาได้หรือไม่? คุณสามารถทำการรักษาซ้ำได้ในบริเวณเดิมถ้าต้องการหรือจำเป็น ข้อสังเกตในการทำ ultrasound-assisted liposuction system • ถ้าเป็นบริเวณ ซึ่งการดูดไขมัน ทำได้ยาก หรือ มีการดูดไขมัน พร้อมกันหลายๆจุด อาจใช้ยา สลบ กับคนไข้ได้ • การสะสมของไขมันในแต่ละส่วนของร่างกายจะไม่เหมือนกัน เช่นบริเวณหลังจะมีไขมันน้อย เส้นเลือดมาก ดังนั้นบางบริเวณจึงทำยากกว่าและต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ • การทำ  ultrasound-assisted liposuction system ต้องอาศัย ความชำนาญ ของแพทย ์ที่ฝึกฝน เฉพาะทาง ด้วย เช่น ขั้นตอนการใส่น้ำเกลือ ผสมยาก่อนดูดไขมัน , ระหว่างการทำ  ultrasound-assisted liposuction system ที่ใช้พลังงาน จากการสั่นของ คลื่นเสียงซึ่งทำให้เกิดความร้อนขึ้น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ , การใช้ยาสลบรวมไปถึง สถานที่ ที่เหมาะสม บวกกับบุคลากรร่วมที่เชี่ยวชาญ และการดูแลที่ดีหลังการทำอีกด้วย

นวตกรรมล่าสุดเสริมจมูกโดยใช้แผ่น PDS เพื่อปลายจมูกโด่งได้รูป

PDS™ FLEXIBLE PLATE, A UNIQUE ABSORBABLE IMPLANT, FOR NASAL RECONSTRUCTION, NOW AVAILABLE IN THAILAND

หลังจากรอคอยมานานขณะนี้ได้มีการนำ PDS PLATE มาใช้ในเมืองไทยได้แล้วโดยที่PDS™ Flexible Plate นั้นจะเป็นสารประกอบ polydioxanone ซึ่งจะสามารถสลายตัวโดยธรรมชาติจึงไม่ได้ทิ้งสิ่งแปลกปลอมตกค้างในร่างกายเพราะสลายตัวใน 6 เดือนซึ่งมันจะทำหน้าที่เป็นเหมือนโครงสร้างชั่วคราวที่จะทำให้กระดูกอ่อนที่ใส่ไว้ยึดตัวทำให้โครงสร้างกระดูกอ่อนคงรูปทำให้จมูกออกมาอย่างสวยงามตามความต้องการ

การทำศัลยกรรมตกแต่งจมูกและผนังกั้นจมูกนั้นยากและใช้เวลาโดยที่การทำจมูกในเกาหลีส่วนใหญ่ไม่ใช่เพืยงเหลา silicone หรือใช้ silicone สำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการผสมผสานการผ่าตัดศัลยกรรมให้ได้ผลสูงสุดโดยที่ต้องใช้ทักษะในการประกอบกระดูกอ่อนขึ้นใหม่โดยการทำให้จมูกยาวขึ้นโดยการเคลื่อนผนังกั้นจมูกและทำการตกแต่งปลายจมูกใหม่เย็บให้เรียวเป็นธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งเนื่องจากกระดูกอ่อนของคนไทยค่อนข้างบางอ่อนการใช้ pds จะมีประโยชน์ในกรณีนี้โดยเฉพาะในกรณีเป็นเคสแก้ที่กระดูกอ่อนเสียหายอย่างมาก

เครื่องดูดไขมัน Body Tile

 มีคำถามว่าการดูดไขมันนอกจากvaserแล้วมีเครื่องมือตัวไหนอีกที่ช่วยเคยได้ยินคนพูดถึงBody Tile  กันบ้างไหมครับ?
  วันนี้จะพูดถึง Body Tile นะครับ ซึ่งเจ้าเครื่องนี้จะทำการดูดไขมันด้วยการใช้
ใช้พลังงาน RF (Radio Frequecy) เข้าไปสลายไขมัน   หรือ RF assisted liposuction เทคโนโลยี ซึ่งผ่านการรับรองจาก อย. (องค์การอาหารและยา) แล้วเป็นเครื่องมือจากประเทศอิสราเอลที่เป็นเจ้าพ่อด้านlaser
       –    Bodytite เป็นเครื่อง ที่ให้พลังงานคล้าย Thermage แต่เป็นการกลับกันคือทำจากข้างในความลึกที่ควบคุมได้หลายระดับ ดังนั้นขณะที่กำลังสลายไขมันก็จะได้ผลของการกระชับผิวหนังให้กลับคืนมาไป พร้อมๆกัน ซึ่งดีกว่าการทำ Thermage ควบคู่กันไปและราคาถูกกว่า
–    Bodytite สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสารชีวเคมีในบริเวณที่สลายไขมันได้ดีกว่า ทำให้การสลายไขมันและ Cellulite เกิดขึ้นพร้อมๆกัน
–    Bodytite สามารถปรับความลึกตื้นและรักษาระนาบในการสลายไขมันได้หลายระดับแล้วแต่ความ หนาของชั้นไขมันและ Cellulite ในแต่ละบุคคล ทำให้การคาดเดาผลที่จะเกิดดีขึ้นกว่าเดิมมาก
      โดยหลักทั่วไปเทคโนโลยีทำให้การหวังผลต่างๆแน่นอนขึ้นไม่เกิดลักษณะคลื่นบน ผิวหนัง  เป็นการเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปกับฝีมือของแพทย์ที่ชำนาญและทำให้แพทย์ที่เก่ง มีความโดดเด่นต่างจากศัลยแพทย์ตกแต่งทั่วๆไป
–    สามารถควบคุมความร้อนที่เกิดบนผิวได้เพราะมี Heat sensor ลดผลข้างเคียงได้ดีกว่า LAL
    1. การรักษา Cellulite นั้น ปัญหาคือต้องรักษา ทั้งระบบ คือ
–    ลดไขมันในบริเวณนั้น
–    เปลี่ยนโครงสร้างการไหลเวียนของน้ำเหลือง
–    ปรับพังผืดที่ทำให้ไขมันกระจุกเป็นก้อน
–    ยับยั้งกระบวนการทางชีวเคมีในบริเวณนั้น
คุณสมบัติเด่นๆ ของเครื่องตัวนี้คือ
1) สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ไม่ให้ร้อนจนทำลายเนื้อเยื่อเกินไป
2)ช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อกระชับมากขึ้นลดปัญหาห้อยย้อยจากการดูดไขมัน
3)ช่วยเรื่อง cellulite ได้ด้วย
โดยสรุป – เครื่องที่ช่วยดูดไขมันได้ง่ายขึ้นนั้นย่อมมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปแต่สิ่งสำคัญกว่าคือทักษะความชำนาญของศัลยแพทย์ที่ทำหัตการ ในการประเมินว่าควรดูดออกมากน้อยแค่ไหนดูดพอรึยัง ตำแหน่งไหนควรเอาออกแค่ไหนเพื่อลดปัญหาผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ใช้เครื่องไหนจะดีกว่ากัน

นวตกรรมร้อยไหมยกกระชับใบหน้า

สมัยก่อนเมื่อมีปัญหาคิ้ว หรือหนังตาตก ผิวหย่อน คางสองชั้น มีริ้วรอยบริเวณลำคอ หลายคนมักนึงถึงการผ่าตัดหน้า ซึ่งต้องตัดผิวหนังส่วนเกินออกไปก่อนเย็บแผลเก็บไว้บริเวณหลังใบหู หรือบริเวณหนังศีรษะทำให้ต้องพักฟื้นนาน และยังมีรอยแผลเป็นให้เห็น ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอีกด้วย

ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่โดยไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องฟักฟื้น นั้นคือ การยกกระชับใบหน้าด้วยไหมละลาย PDO (Polydioxalone) ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก และผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทยอีกด้วย

การยกกระชับและฟื้นฟูผิวหน้าด้วยไหมละลายชนิด PDO (Polydioxolane) ซึ่งเดิมที่ใช้ในการเย็บเนื้อเยื่อหรือเส้น เลือดในร่างกาย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ทำให้สร้างคอลลาเจนมาพันรอบแนวเส้นไหม ทำให้ผิวมีการดึงรั้งผิวจึงเต่งตึงกระชับ และยังช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึ่มอีกด้วย จึงช่วยทำให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณดังกล่าวได้ดี การยกกระชับผิวหน้า และลำตัว เห็นผลครั้งแรกหลังทำและเห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในอีก 1-2 เดือนถัดมา โดยจะเห็นผลสูงสุดที่ 3 เดือน
การใช้ไหมละลายจึงเป็นการฟื้นฟูสภาพผิวพร้อมกับยกกระชับผิวให้กลับมาเต่งตึงไปในตัว ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง ซึ่งสามารถยกกระชับบริเวณใบหน้า ลำคอ  แก้ปัญหาคิ้วและหนังตาตก แก้ปัญหาคางสองชั้น มุมปากตก แก้มหย่อนคล้อยได้ หรือปรับโครงสร้างของปลายจมูกให้สวยได้รูปมากยิ่งขึ้น
ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่การผ่าตัด จึงไม่มีแผลขนาดใหญ่ อาจมีรอยเข็มเล็กๆ หลังจากการทำไม่ต้องพักฟื้น แต่อาจมีรอยเขียวช้ำเกิดขึ้นได้ เพียงเล็กน้อย

แต่เนื่องจากการร้อยไหมละลายไม่ได้เย็บไหมไว้ด้านในชั้นsmas จึงไม่อาจทำให้เกิดความแข็งแรงเทียบเท่าการผ่าตัดดึงหน้าผลการรักษาจึงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและขึ้นอยู่กับการประเมินตามความเหมาะสมโดยแพทย์จะประเมินว่าว่าควรที่จะได้รับการรักษาแบบใดเพื่อให้ได้ผลสูงสุด

การศัลยกรรมเสริมคาง

การเสริมคาง มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้คางมีส่วนยื่นออกมาด้านหน้ามากขึ้น ช่วยเติมเต็มรูปร่างของคางให้สมบูรณ์ ทำให้ใบหน้าดูยาวเรียว รูปหน้าได้สัดส่วนที่ดีขึ้น สำหรับผู้ที่มีรูปใบหน้าเป็นรูปเหลี่ยมและต้องการให้ใบหน้าดูยาวขึ้น โดยไม่ต้องตัดกราม การเสริมคางเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ต้องดมยาสลบและสามารถแก้ไขกลับเป็นปกติได้ ถ้าไม่ต้องการมีทั้งแบบผ่าตัด โดยลงแผลได้หลายวิธี  ทั้งทางในปากและใต้คาง แต่ถ้าต้องการไม่ให้เห็นแผลเป็นมักลงในปาก หลังจากทำแผลจะบวมเล็กน้อย คางจะใหญ่กว่าขนาดที่ต้องการไม่ต้องตกใจ ให้รอประมาณ 1 – 2 เดือน คางจะเข้าที่ตามความต้องการของผู้รับการรักษา ส่วนการเสริมคางแบบไม่ผ่าตัดเช่นการฉีด filler หรือไขมันที่ดูดจากบริเวณอื่นมาเสริมเช่นไขมันหน้าท้อง   ตัวอย่าง การฉีด filler เพื่อปรับรูปคางให้สมดุลกรณีนี้มักใส่ไม่มากให้ดูเป็นธรรมชาติ

การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัดเสริมคาง มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

1.ประคบเย็นตรงบริเวณที่ทำการเสริมคางให้บ่อยที่สุด นาน 2 วัน หรือ จนกว่าจะยุบบวม 2.นอนศีรษะสูง 2 วัน สามารถนอนตะแคงศีรษะได้ 3.ระมัดระวังเวลายิ้มอย่ายิ้มกว้างมากในช่วงแรก 4.สามารถใช้ลิปสติกได้ 1 อาทิตย์หลังผ่าตัด 5.งดรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัดหรือแข็งมาก 6.ดื่มน้ำโดยใช้หลอด ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรืออาหารที่ร้อน-เย็นเกินไป 7.ผักผลไม้ที่นำมารับประทาน ควรล้างให้สะอาดไม่ควรกินปลาดิบหรือเนื้อที่ไม่สุก หรืออาหารที่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้มาก 8.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกฮอร์ใน 2 อาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด 9.งดการสูบบุหรี่ 3 อาทิตย์หลังการผ่าตัด 10.ดื่มน้ำมากๆ 11.บ้วนปากบ่อยๆ ด้วยน้ำเกลือ น้ำสะอาดหรือน้ำยาบ้วนปาก 12.อย่าใช้ลิ้นดุนหรือใช้มือดึงไหมที่เย็บแผลในปาก 13.ทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่หนักได้ตามปกติ งดออกกำลังกายหนัก 10 วัน 14.ระวังการกระแทกบริเวณคางหรือนั่งค้ำดันคาง 15.งดออกกำลังกายที่อาจต้องมีการปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แฮนด์บอลประมาณ 4 อาทิตย์ 16.สามารถเอาผ้าพันแผลออกได้ภายใน 1-5 วัน 17.แพทย์จะนัดตรวจดูอาการในวันที่ 7 และ 21

 

การปฏิบัติตัวหลังการศัลยกรรมริมฝีปาก

การปฏิบัติตัวหลังการศัลยกรรมตกแต่งริมฝีปาก มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

1 ประคบเย็นทันทีรอบปากหลังการผ่าตัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง โดยอุปกรณ์ที่ใช้ประคบเย็นควรเป็นวัสดุน้ำหนักเบาเช่น ใช้ผ้าขนหนูที่เปียกหมาดๆสัก 3 ผืนแช่ช่องแข็งและสลับนำมาประคบให้ต่อเนื่องที่สุด โดยประคบช่วงแก้ม หลีกเลี่ยงการประคบตรงจุดที่มีซิลิโคนอยู่ หากพ้นระยะ 48 ชั่วโมงแล้วให้ปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ควรประคบร้อนหรือเย็นทั้งสิ้นเพราะอาการบวมจะมีต่อไปอีกประมาณ 4-5 วัน 2 นอนยกหัวสูงหรือนั่งหลับ 48 ชั่วโมง และตระหนักไว้ว่าอาการบวมอย่างมากช่วง 3-7 วันแรกเป็นอาการปกติ ไม่ต้องกังวลเรื่องรูปทรงปากเพราะช่วงแรกปากจะบวมมากและบวมไม่เท่ากัน การเข้าที่ของอาการบวมอาจใช้เวลาเป็นเดือน 3 ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารร้อน ของหมักดอง ส่วนการทำความสะอาด สามารถแปรงฟันได้เบาเบา และใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือน้ำเกลือผสมน้ำยาบ้วนปากที่เจือจาง ตามด้วยการบ้วนน้ำเกลือเปล่าๆอีก1ครั้ง ในช่วง 3-4 วันแรก 4 ไหมที่ใช้เป็นไหมละลาย ไม่ต้องตัดไหม และไม่ต้องกังวลหากมีไหมค่อยๆหลุดทีละเส้น 5 หลังจากรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจนหมดแล้วไม่ต้องซื้อรับประทานเองเพิ่ม ให้ทานได้เฉพาะยาแก้ปวดพาราเซตามอนเท่านั้น ในกรณีมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมักมีสาเหตุมาจากอาการข้างเคียงจากการทานยาแก้อักเสบ Cloxacilline ให้หยุดยา หรือใช้ Amoxicilline 500mg หลังอาหาร 1 เม็ด 4 เวลา(เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน) ทานยาต่อเนื่องทั้งหมด 7 วันและสามารถทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนได้(Domperidone)

ความรู้เกี่ยวกับbotox เพื่อความงามและผลงานของผู้เขียน

botox เป็นคำที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันและใช้เพื่อการรักษาในหลายๆกรณี ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย รอยย่น  ลดการหลั่งเหงื่อบริเวณฝ่ามือและรักแร้ และที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบันคือการใช้เพื่อปรับโครงหน้าให้เรียวขึ้น และลดขนาดน่อง

Botox® เป็นชื่อทางการค้าของ Botulinum Toxin type A ที่รู้จักกันดีที่สุดเพราะใช้กันมานาน แต่ยังมี Botulinum Toxin หรือ BTX อีกหลายยี่ห้อที่ใช้กันในปัจจุบัน แต่ไม่แพร่หลายมากเท่า Botox

Botulinum Toxin หรือ BTX จะออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารเคมีบริเวณที่ฉีดไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหรือต่อมเหงื่อ ทำให้บริเวณนั้นมีการทำงานลดน้อยลง โดยทั่วไปการฉีด BTX จะเห็นผลภายใน 2-3 วัน และจะเห็นผลสูงสุดภายใน 7 วัน แต่ถ้าเป็นการใช้ BTX เพื่อการปรับรูปหน้าหรือน่องนั้น จะเห็นผลในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน  ผลของ BTX จะอยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรักษาครั้งหลังๆ จะอยู่ได้นานขึ้นและอยู่ได้อย่างถาวร   ในการรักษาแต่ละครั้งนั้น แพทย์จะตรวจบริเวณที่จะใช้ BTX เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด และส่วนใหญ่จะไม่มีการใช้ยาชา เพราะการฉีด BTX นั้น จะใช้เข็มที่เล็กมากๆ และใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที จะเป็นการฉีด BTX ในปริมาณเพียงเล็กน้อย และสามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังการรักษา

การใช้ BTX กับริ้วรอยและรอยย่นต่างๆ
              เป็นการรักษาที่ได้รับความนิยมและใช้มานานที่สุด เพื่อการรักษาริ้วรอยลึกต่างๆบนใบหน้าที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นรอยที่เกิดจาการขมวดคิ้ว การเลิกคิ้ว เลิกหน้าผากเป็นประจำ การฉีด BTX จะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว ซึ่งถ้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-3 ครั้ง ริ้วรอยนั้นก็จะค่อยๆลดลง

การใช้ BTX เพื่อระงับเหงื่อที่ใต้วงแขน
ถือเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ได้ผลดี มีความปลอดภัยสูง โดยฉีด BTX เข้าบริเวณใต้ผิวหนังที่มีเหงื่อออกมาก โดย BTX จะออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งของสารเคมี Acetycholine ที่กระตุ้นการหลั่งของเหงื่อบริเวณต่อมเหงื่อใต้รักแร้ ช่วยลดปริมาณของเหงื่อได้ถึง 83%

การใช้ BTX เพื่อลดขนาดน่อง
              จะเป็นลักษณะของการคลายกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับการรักษาในจุดอื่นๆ จะทำด้วยการฉีด BTX เข้าบริเวณน่องเมื่อมีการเกร็งขา BTX จะลดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว น่องจึงค่อยๆเรียวเล็กลงตามธรรมชาติ ไม่ต้องเจ็บตัวด้วยการผ่าตัดหรือดูดไขมัน

การใช้ BTX เพื่อปรับรูปหน้า
             การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นที่สนใจของสาวๆ เป็นอย่างมากในปัจจุบัน ต้องบอกก่อนเลยว่าการฉีด BTX เพื่อปรับรูปหน้านั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อรูปหน้าไม่ได้สัดส่วนอันเกิดจากไขมันหรือกล้ามเนื้อ มิใช่เกิดจากโครงกระดูก เพราะการทำงานของ BTX จะมีผลต่อกล้ามเนื้อ ช่วยคลายกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานน้อยลง รูปหน้าจึงค่อยๆปรับเรียวขึ้น จะเห็นผลที่ค่อนข้างชัดเจนใน 1 เดือน และต้องฉีดซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง จึงจะได้ผลถาวร

ผลข้างเคียงที่เกิดจากการรักษาด้วย BTX ถือว่าน้อยมาก อาจจะมีปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย เกิดจากการที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่จะหายไปเองเมื่อผ่านไปสัก 2-3 วัน
ถึงแม้การรักษาด้วย BTX จะปลอดภัยและผลข้างเคียงน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตามการฉีด BTX ก็มีข้อควรระวังคือไม่สามารถทำได้ในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร  ผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาท  และผู้ป่วยที่ได้รับยาบางประเภท เช่น Aminoglycoside, Penicillamine และ Calcium Chanel Blocker เป็นต้น
การรักษาใดๆก็ตามทางการแพทย์ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเสมอ ต้องมั่นใจได้ว่าการทำทุกขั้นตอนนั้นปราศจากเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญถึงผลดี ผลเสีย และความเสี่ยงต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ประกอบกับสถานพยาบาลที่ได้รับความเชื่อถือ เพียงเท่านี้คุณก็จะสวยอย่างปลอดภัยและมั่นใจได้แน่นอน

BTX ได้ผลดีกับ
• รอยย่นหน้าผาก หว่างคิ้วและรอยตีนกา
• ทำให้ผิวหน้าใส กระชับรูขุมขน
• ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก
• ลดขนาดน่อง
• ลดกลิ่นเหงื่อใต้วงแขน